การพิจารณาผลเสียหายอันอาจได้กลับคืน ตามมาตรา 65 ตรี (12)
สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยครอบคลุมพื้นที่อย่างน้อย 9 จังหวัด ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งอาคารบ้านเรือน สถานประกอบการ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงทรัพย์สินและสินค้าจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการจมน้ำหรือถูกกระแสน้ำพัดสูญหาย
ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลายๆ ด้านเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายในพื้นที่ เช่น การจ่ายเงินเยียวยา การปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ การลดเงื่อนไขการเคลมประกันภัย การเร่งรัดการจ่าย
ค่าสินไหมทดแทน และมาตรการทางภาษี
จากสถานการณ์นี้ในมุมผู้ประกอบการนิติบุคคลที่ได้รับผลกระทบ ความเสียหายบางรายการมีการทำประกันภัยไว้แต่บางรายการก็ไม่ได้มีการทำประกันภัยไว้ แล้วผลเสียหายที่เกิดขึ้นมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรว่ารายการใดเข้าลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิทางภาษีได้ และรายได้ที่ได้รับจากการเคลมประกันจะบันทึกให้ถูกต้องอย่างไรตามหลักเกณฑ์สรรพากร
ตามมาตรา 65 ตรี (12) ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืน เนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใดๆ ซึ่งได้กล่าวถึงผลเสียหายที่ได้รับและเงินที่ได้รับชดเชยจากบริษัทประกันว่าต้องบันทึกอย่างไรให้ถูกต้อง สรุปได้ดังนี้
สำหรับผลเสียหายอันอาจได้กลับคืน เนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใดๆ แบ่งออกเป็น 2 กรณี
1. กรณี มีการทำประกันภัยไว้ – ไม่สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามมาตรา 65 ตรี (12) ต้องรอจนกว่าประกันแจ้งชดใช้ค่าความเสียหาย โดยแบ่งเป็น
1.1 ถ้าประกันแจ้งชดใช้ น้อยกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น
ส่วนต่างที่เกิดขึ้นสามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ในรอบบัญชีที่ประกันแจ้งชดใช้
ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 บริษัท ก เกิดเหตุน้ำท่วมโกดังสินค้าที่อำเภอหาดใหญ่ ทำให้สินค้าเสียหาย มูลค่า 5 ล้านบาท โดยบริษัทได้มีการทำประกันภัยไว้กับบริษัทประกันแห่งหนึ่ง ต่อมาบริษัทประกันได้แจ้งชดใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 จำนวนเงิน 3.5 ล้านบาท ในทางบัญชีบริษัทบันทึกค่าความเสียหาย จำนวนเงิน 5 ล้านบาท และบันทึกรายได้ค้างรับจากบริษัทประกัน จำนวน 3.5 ล้านบาทในรอบปี 2568 ส่วนในทางภาษี บริษัทสามารถบันทึกส่วนต่างที่เกิดขึ้นจำนวน 1.5 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีในรอบปี 2568
1.2 ถ้าประกันแจ้งชดใช้ มากกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น ให้แบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่เป็นทรัพย์สิน (ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 527 มาตรา 4) สำหรับเงินได้ที่เป็นค่าสินไหมทดแทนซึ่งได้รับจากบริษัทประกันภัยเนื่องจากอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัยหรือภัยธรรมชาติอื่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนต่างถือเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี
กรณีอื่นๆ เช่น สินค้า หรือทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากกรณีทั่วไป ส่วนต่างถือเป็นรายได้ทางภาษีในรอบบัญชีที่ประกันแจ้งชดใช้
ตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 บริษัท ข เกิดเหตุน้ำท่วมโกดังสินค้าที่อำเภอหาดใหญ่ ทรัพย์สินภายในโกดังสินค้าเสียหายมีมูลค่าคงเหลือทางบัญชี ณ วันที่เกิดเหตุจำนวน 1 ล้านบาท โดยบริษัทได้มีการทำประกันภัยไว้กับบริษัทประกันแห่งหนึ่ง และบริษัทประกันได้แจ้งชดใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เป็นค่าความเสียหายของทรัพย์สินจำนวนเงิน 1.2 ล้านบาท บริษัท ข สามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ดังนี้
2. กรณีของทรัพย์สิน บริษัท ข ได้รับชดเชยมากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น จำนวนเงิน 0.2 ล้านบาท ถือเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นทางภาษีในรอบปีบัญชี 2568
กรณี ไม่มีการทำประกันภัยไว้
สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวนในรอบบัญชีที่ความเสียหายเกิดขึ้น โดยใช้หลักฐาน เช่น ใบแจ้งความหรือบันทึกประจำวัน เป็นหลักฐานในการบันทึกค่าใช้จ่าย มีการแจ้งความในรอบบัญชีใดก็สามารถใช้สิทธิเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ในรอบบัญชีนั้น
ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 บริษัท ค เกิดเหตุไฟไหม้อาคารสำนักงาน บริษัทได้เข้าแจ้งความและลงบันทึกประจำวัน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 บริษัทไม่ได้มีการทำประกันภัยไว้ อาคารสำนักงานมีมูลค่าคงเหลือทางบัญชี ณ วันที่เกิดเหตุจำนวน 6 ล้านบาท ดังนั้น ค่าความเสียหายดังกล่าวถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทั้งจำนวนในรอบปีบัญชี 2568
นิติบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าวข้างต้นสามารถนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีเป็นไปอย่างถูกต้องตามเงื่อนไขในประมวลรัษฎากร
ผู้เขียน : จุฑารัตน์ สุขน้อย
ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี บริษัท สอบบัญชีธรรมนิติ จำกัด
ที่มา ; กรมสรรพากร, tax-ez.info, ไทยรัฐออนไลน์, LH bank
