เปลี่ยนนโยบายการบัญชีสินค้าคงเหลือต้องทำอย่างไร ?
การบันทึกสินค้าคงเหลือ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการจัดทำงบการเงินของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการผลิต การค้าส่ง หรือค้าปลีก เพราะสินค้าคงเหลือส่งผลต่อทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และสถานะทางการเงินโดยรวม การเลือกวิธีการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ เช่น วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (FIFO) หรือ วิธีถัวเฉลี่ย (Average) จึงมีผลกระทบโดยตรงต่อการวัดผลประกอบการของกิจการ
อย่างไรก็ตาม อาจมีบางสถานการณ์ที่กิจการเห็นควรเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกสินค้าคงเหลือ ระหว่างปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลง “นโยบายการบัญชี” ที่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังทั้งในเชิงวิชาชีพบัญชี กฎหมายภาษีอากร และข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล
บทความนี้จะอธิบายว่า หากกิจการต้องการเปลี่ยนจากการบันทึกโดยวิธี FIFO เป็น วิธี Average กิจการควรรู้และดำเนินการอย่างไรให้ถูกต้องตามมาตรฐานและไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของงบการเงิน
การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีคืออะไร?
การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชี หมายถึง การที่กิจการเลือกใช้นโยบายการบัญชีใหม่แทนนโยบายเดิมที่เคยใช้ เช่น จากการใช้วิธี FIFO เป็นการใช้วิธี Average ในการวัดสินค้าคงเหลือ
มาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง:
- มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2: สินค้าคงเหลือ
- มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 8: นโยบายการบัญชี การเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชี และข้อผิดพลาด
- มาตรฐานฯ เหล่านี้กำหนดไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีสามารถกระทำได้ หาก :
- มีข้อกำหนดในมาตรฐานใหม่ หรือทำให้ข้อมูลทางบัญชี “เหมาะสมและเชื่อถือได้มากขึ้น”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงต้องมี เหตุผลสนับสนุนที่ชัดเจน ไม่ใช่เปลี่ยนเพียงเพื่อผลทางภาษีหรือกำไรทางบัญชีในระยะสั้น
ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลง: จาก FIFO เป็น Average
วิธี FIFO ถือว่าของที่ซื้อเข้ามาก่อน ถูกขายออกไปก่อน
วิธี Average (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) ใช้ต้นทุนเฉลี่ยของสินค้าทั้งหมดมาคำนวณต้นทุนขาย
หากกิจการพบว่าวิธี FIFO ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่น ในภาวะที่ราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงเร็วหรือมีความผันผวนสูง ก็อาจพิจารณาเปลี่ยนมาใช้วิธีถัวเฉลี่ยเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ดีขึ้น
ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ
- จัดทำเอกสารประกอบการเปลี่ยนแปลง
- รายงานวิเคราะห์เปรียบเทียบผลกระทบจากการเปลี่ยนวิธี (เช่น ต่อกำไรสุทธิ สินค้าคงเหลือ ต้นทุนขาย)
- เอกสารสรุปเหตุผลของการเปลี่ยน
- มติคณะกรรมการ/ผู้บริหารที่อนุมัติการเปลี่ยนแปลง
- ปรับปรุงรายการทางบัญชีย้อนหลัง (ถ้าทำได้)
มาตรฐาน TAS 8 ระบุว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชี กิจการควร:
- ปรับงบการเงินของปีก่อนให้สะท้อนนโยบายใหม่ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบได้
- หากไม่สามารถปรับย้อนหลังได้ ให้เปิดเผยเหตุผลและวิธีการจัดการผลกระทบ
- เปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน
- ระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ
- ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบเชิงปริมาณจากการเปลี่ยน
- ระบุเหตุผลที่ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนจะทำให้ข้อมูลเหมาะสมและเชื่อถือได้มากขึ้น
ผลกระทบด้านภาษีอากร
แม้ว่าการเปลี่ยนวิธีการคำนวณสินค้าคงเหลือจะเป็นเรื่องทางบัญชี แต่ก็อาจส่งผลต่อ กำไรสุทธิตามบัญชี ซึ่งเป็นฐานในการคำนวณ ภาษีเงินได้นิติบุคคล
แนวทางปฏิบัติตามกฎหมายภาษี:
- ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลง ต่อนายทะเบียนภาษีของสรรพากร หรือระบุในหมายเหตุประกอบแบบ ภ.ง.ด.50
- หากไม่แจ้ง และมีการเปลี่ยนวิธีที่มีผลต่อภาษี อาจถูกตีความว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี
- สรรพากรอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลัง และมีความเสี่ยงที่จะถูก ปรับหรือเบี้ยปรับเงินเพิ่ม
ดังนั้น จึงควรปรึกษากับผู้สอบบัญชี และฝ่ายภาษีของกิจการอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
- วางแผนล่วงหน้า:ไม่ควรตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบายระหว่างปีโดยไม่มีการวิเคราะห์ล่วงหน้า
- เตรียมพร้อมรับการตรวจสอบ:ต้องมีหลักฐานรองรับอย่างครบถ้วน ทั้งเอกสารภายในและ รายการบัญชีที่ปรับปรุง
- เปิดเผยอย่างโปร่งใส: งบการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด
- ประเมินผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย: เช่น นักลงทุน เจ้าหนี้ หรือผู้สอบบัญชีที่อาจมีข้อกังวลเกี่ยวกับความสม่ำเสมอของนโยบายบัญชี
สรุป
การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ เช่น จากวิธี FIFO เป็น Average ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลทั้งด้านบัญชีและภาษี ดังนั้น กิจการควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน และปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีและกฎหมายภาษีอากรอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของงบการเงินและลดความเสี่ยงทางภาษีในอนาคต
ผู้เขียน : คุณโสรยา ตินตะสุวรรณ์
กรรมการบริการ บริษัท สอบบัญชีธรรมนิติ จำกัด
